[FIC] Guardian'S Memory - Prologue & Part 1
posted on 05 Jul 2009 19:23 by liquor-whisky in FIC
Title :: Guardian’S Memory
Pairing :: YunJae/YooSu
Rating :: AU/PG-13
Author :: Whisky
Prologue
…………………………………………
………………………………
……………………
..........นี่คือสิ่งที่คนเรียกมันว่าปาฏิหาริย์รึเปล่า?..........หรือว่าเป็นของขวัญที่พระเจ้าทรงประทานมาอย่างนั้นใช่ไหม?...........
..............ไม่หรอก....ไม่ใช่เลย..........
.....นี่................คือสิ่งที่กำเนิดมา...........เพียงเพื่อจะดำเนินไปพร้อมๆกันกับชีวิตหนึ่งต่างหาก............
……………………
………………………………
…………………………………………
..............กงล้อแห่งโชคชะตาของพวกเจ้าเริ่มหมุนแล้ว..............
ชีวิตของทุกสรรพสิ่งถูกกำหนดด้วยกาลเวลา
แม้ไม่อยากกล่าวคำร่ำลาก็ต้องจากกัน
แต่กระนั้น สักวัน สิ่งที่เรียกว่ากาลเวลา
ก็จะนำพาให้เรากลับมาพบกันใหม่
Part 1
เฟี้ยวววววววว~
ฉึก!!!!!!!!
เสียงลูกธนูหัวเหล็กดอกใหญ่พุ่งผ่านอากาศด้วยความเร็วสูงก่อนจะปักลงตรงกลางแผ่นไม้รูปวงกลมแต้มจุดแดงเบื้องหน้าพอดิบพอดี เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดและฮือฮาจากบรรดาคนดูรอบข้างได้ไม่น้อย ร่างสูงโปร่งเจ้าของลูกดอกพิฆาตนั้นค่อยลดคันธนูลงช้าๆพลางเอื้อมมือไปหยิบลูกธนูดอกใหม่บริเวณข้างกายแล้วเริ่มต้นเล็งที่เป้าหมายอีกครา และจากเสียงเฮซึ่งติดตามมาเป็นครั้งที่สองนั้นก็แสดงให้ประจักษ์ว่าฝีมือการปล่อยธนูของเขาไม่ได้ผิดพลาดเลยแม้เพียงน้อย ผู้คนรอบข้างส่งเสียงพึมพำขึ้นมาอีกระลอก
“นี่...ดูสิ วันนี้ที่แอบโดดชมรมมาไม่ผิดหวังจริงๆเลยนะเนี่ย ได้มาดูฝีมือธนูของเทพบุตรประจำโรงเรียนอย่างเนี้ย.....” นักเรียนหญิงคนแรกครวญกับกลุ่มเพื่อนด้วยสีหน้าเพ้อฝัน
“นั่นสิ.......สมกับคำร่ำลือจริงๆ เล็งกี่ทีๆก็ไม่มีพลาดสักครั้งเดียว สุดยอดไปเลย” เพื่อนสาวเองก็ตอบรับด้วยอาการที่ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่
“นี่พวกเธอน่ะมัวแต่โม้กันอยู่นั้นแหละ ดูซิ เค้าจะยิงอีกลูกแล้ว.........กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด~ เก่งจริงๆ” สำหรับรายนี้ก็ดูไปเชียร์ไป
.....หากเสียงชมชื่นจากบรรดากองเชียร์ฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ต่างไปจากฝ่ายชายที่ยืนมองอยู่อีกจุดหนึ่งสักเท่าไร.....
“เจ๋งเป้ง!!!!!!! ทำได้ไงวะ แม่นซะจนยิงเป้าตรงกลางพรุนไปหมดแล้วเว้ย” เด็กหนุ่มกระตุกชายแขนเสื้อเพื่อนไปพลางพูดไปพลาง
“เออว่ะ ฉันเองเพิ่งเคยเห็นก็วันนี้แหละ คนอะไรยิงแม่นชะมัดยาด คารวะว่ะ”
“เฮ้ยพวกนายน่ะ มานี่ก็เอาแต่ชมๆๆๆๆไอ้นั่นไม่ได้ขาดปาก ถามจริงเหอะว่ะ ไม่คิดจะอิจฉามันมั่งรึไง สรรเสริญกันอยู่นั่น” นักเรียนหนุ่มคนที่สามแทรกขึ้นมากลางวงหลังจากที่ต้องทนหงุดหงิดกับคำเยินยอของใครต่อใครทั้งที่รู้จักแล้วก็ไม่รู้จักมานานเกือบครึ่งชั่วโมง
เพื่อนทั้งสองคนหันหน้ามามองคนถามอย่างสมเพชนิดๆในความไร้สาระของอีกฝ่ายก่อนตอบว่า “ไม่เลยซักนิด ก็คนมันมีดีจริงจะต้องไปอิจฉาทำไมวะ คนที่อยู่คนละระดับกับพวกเราแบบนั้นน่ะ ชาตินี้ก็ได้แต่แหงนหน้ามองเว้ย”
“เออ นั่นสิวะ จะต้องไปคิดอะไรที่เกินตัวทำไม คนเจ๋งจริงอย่างนั้นน่ะ ชาตินี้ก็อย่าหวังจะไปเทียบชั้นเล๊ยยยย หรือใครจะมาเจ๋งเท่าคนที่ท่องสูตรคูณแม่สิบเอ็ดไม่ได้อย่างนายวะ ฮ่าๆๆๆๆ” เจ้าเพื่อนตัวดีรวมหัวกันหัวเราะเยาะก่อนจะหันกลับไปสรรเสริญรองประธานชมรมยิงธนูดังเดิม
ร่างโปร่งผู้ซึ่งเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดสี่สิบนาทีที่ผ่านมาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ด้วยวันนี้ไม่ใช่วันแรกที่ชมรมยิงธนูของเขาต้องต้อนรับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้เข้ามาดูการซ้อม ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ว่างงานจนหาอะไรทำไม่ได้ พวกที่ได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับตัวเขา หรือว่าจะเป็นพวกที่โดดชมรมมาก็ตาม ช่วงขายาวก้าวเดินลับไปจากสายตาของบรรดา “แขก” ทั้งหลายอย่างรวดเร็ว เล่นเอาสาวๆที่หวังจะได้ชื่นชมความงดงามต่ออีกสักนิดต้องถอยทัพกลับบ้านไปอย่างช่วยไม่ได้ เช่นเดียวกับนักเรียนชายอีกจำนวนหนึ่งซึ่งทยอยกันเดินออกจากชมรมอันแสนเงียบสงบนี้ไป
ภายในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ร้างผู้คน ร่างๆหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงที่เดิม .....ข้างหน้าต่างบานกว้างซึ่งถูกแง้มเปิดไว้เพื่อรับลมจากภายนอก..... ที่ที่เขามักจะมานั่งเป็นประจำเมื่อต้องการสงบจิตใจ ดวงตาสีเข้มเหม่อมองไปเบื้องหน้า
.......นานแค่ไหนแล้วนะ?........
............จีฮเย เธอจะรู้มั้ยว่าพี่คิดถึงเธอแค่ไหน.........
........จะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่.........
........เธอจะบอกพี่ได้มั้ย........
ด้วยกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดส่วนตนทำให้ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่า ณ ขณะนี้ ห้องเปลี่ยนเสื้อที่แสนเงียบสงบกำลังมีคนมาเยือน
“อ้าว...ยุนโฮ มานั่งที่นี่คนเดียวอีกแล้วเหรอ คิดมากอะไรอีกล่ะสิ” เสียงนุ่มดังขึ้นเบื้องหลังเรียกให้ร่างโปร่งเจ้าของชื่อ “ยุนโฮ” เบือนใบหน้ากลับไปมอง เรียวปากคลี่ยิ้มบางให้คนที่เข้ามาใหม่
“ชางมิน...” เรียกชื่อรุ่นพี่ร่วมชมรมซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานก่อนจะตอบว่า “ชั้นรำคาญพวกที่มาดูการซ้อมน่ะ”
“อย่างนั้นเหรอ อืม ตอนนี้พวกนั้นก็ไปกันหมดแล้วนี่ นายก็กลับบ้านได้แล้วล่ะมั้ง” พูดพลางถอดเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนไปพลาง “ไม่แปลกหรอกเรื่องที่คนจะมาดูน่ะ ก็วันนี้เพิ่งจะเริ่มเลือกชมรมกัน อีกไม่นานก็คงซาไปเอง”
ได้ยินคำพูดให้กำลังใจจากประธานชมรมคนใหม่แล้วก็ทอดถอนใจ “หวังว่าคงจะเป็นอย่างนั้นนะ ปีที่แล้วประธานชมรมคนก่อนหน้าก็พูดแบบนี้เหมือนกัน”
ชางมินหัวเราะน้อยๆ “เหรอ เออ...สงสัยการพูดให้กำลังใจสมาชิกชมรมแบบนี้คงจะเป็นคุณสมบัติของประธานชมรมสินะ”
“ถ้างั้นชั้นขอตัวไปเก็บของข้างนอกก่อนนะ” ยุนโฮว่าพลางสาวเท้าผ่านไปเร็วๆจึงไม่ทันได้ฟังประโยคต่อมาจากชางมิน
“ความลำบากของนายกำลังจะเริ่มต้นต่างหากล่ะยุนโฮ...”
--------------------ยุนโฮก้าวเท้าเดินช้าๆไปตามถนนเงียบๆสายหนึ่งซึ่งเป็นทางมุ่งสู่บ้านพักส่วนตัวของเขา บ้านที่ถูกทิ้งร้างมานานปี หากเขากลับต้องการที่จะย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ตามลำพังด้วยสาเหตุสองประการ
หนึ่งก็คือที่ตั้งของบ้านที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนพอที่จะเดินไปกลับได้โดยไม่ต้องอาศัยยานพาหนะอย่างเช่นบ้านใหญ่ที่พ่อและแม่อยู่
ส่วนอีกประการ.......คงจะเป็นความทรงจำมากมายในบ้านที่เคยมีร่วมกับน้องสาวเพียงคนเดียว คอยทำร้ายเขามาตลอดตั้งแต่เธอจากไป
คนอย่างยุนโฮ.....คนที่ทุกคนต่างก็มองว่าเพียบพร้อมไปทุกด้าน ทั้งฐานะ ความรู้ ความสามารถ......คนที่ทั้งโรงเรียนยกให้เป็นเทพบุตรประจำโรงเรียน.....คนที่เป็นที่เพ่งเล็งจากรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือแม้แต่เพื่อนด้วยกันเองก็ตาม
แต่จะมีใครเลยที่จะล่วงรู้.......คนอย่างยุนโฮที่ใครๆคิดว่าสมบูรณ์แบบคนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่นเลย........มีปัญหาที่ต้องเผชิญ.......มีความทุกข์ที่ต้องประสบ........มีความผิดหวังท้อแท้ที่ต้องพานพบ........จากเรื่องราวบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เสียจนถึงขั้นพยายามที่จะทำตัวเองให้หายไปจากโลกใบนี้
พยายามที่จะฆ่าตัวตาย!!!!!!!!!
เรียวขายาวภายใต้กางเกงผ้าหนาสีดำสนิทราวกำมะหยี่ก้าวไปเรื่อยๆอย่างไม่เร่งร้อน กระเป๋านักเรียนในมือถูกเปลี่ยนข้างถือเพื่อคลายความเมื่อขบ พลางย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองสร้างขึ้นด้วยหวังจะปลิดชีวิตเพราะความเศร้าเสียใจจากการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของน้องสาวคนเดียว จีฮเย ….
คิดแล้วก็ให้รู้สึกถึงความประหลาดใจ ทั้งที่เขาเองพยายามจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีต่างๆสารพัดจะนึกออก......ทั้งที่ดำรงสติอยู่บนลมหายใจที่รวยรินและริบหรี่.......ทั้งที่รู้ตัวดีลมหายใจนั้นว่าใกล้จะดับลงไปทุกวินาที......หากสุดท้าย.......ผลที่ออกมากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น.......อันตรธานหายไปราวกับเป็นความฝัน........
ทั้งรอยแผลเป็นที่ตัดสินใจเฉือนเนื้อตัวเองและเฝ้ามองหยดเลือดที่ไหลรินลงพื้นอย่างสมใจกับทั้งคาดไว้แล้วว่ายังไงลมหายใจก็ต้องถูกตัดลงพร้อมกับเส้นเลือดแดงที่ถูกคมมีดบาดลึกลงไป เพราะวางใจจึงได้หลับตาลงและเฝ้ารอความตายที่จะเข้ามาเยือน ทว่า ไม่ว่าจะรอนานเท่าไร ความเจ็บปวดที่ข้อมือ.....ทั้งที่น่าจะทวีความเจ็บปวดขึ้นเป็นลำดับ เหตุใดจึงค่อยลดลงไปจนไม่รู้สึกถึงรอยแผลนั้นเลย ในที่สุดเมื่อเขาลืมตาขึ้นก็พบว่ามีดที่เคยเปื้อนเลือดเป็นสีแดงฉาน รวมถึงพื้นห้องกลับไร้ซึ่งหยดเลือด ไม่ต่างไปจากแผลเป็นบริเวณข้อมือซึ่งไม่มีปรากฏให้เห็นเสมือนหนึ่งว่าชายหนุ่มเพียงแค่ลงมานอนเล่นบนพื้นห้องพร้อมมีดปอกผลไม้ในมือเล่มหนึ่งเท่านั้น
หรือแม้แต่ครั้งที่ชายหนุ่มทดลองผูกคอตายตามอย่างหนังทีวีทั่วไปที่มีให้เห็นกันดาษดื่น ทั้งที่ตรวจดูปมเชือกและเงื่อนที่ผูกไว้ว่าจะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี หากเมื่อพาดคอลงบนห่วงและเตะเก้าอี้ตัวเตี้ยที่ใช้ต่อตัวออกเท่านั้น เชือกที่มั่นใจว่ามัดไว้แน่นหนาก็กลับคลายออกและเป็นผลให้เขาต้องตกลงมากองกับพื้นพร้อมกับเชือกเส้นตรงเส้นหนึ่งซึ่งไม่มีเค้าให้เห็นว่าเคยผูกไว้เป็นปมแต่อย่างใด
หากทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดนอกเหนือไปจากความล้มเหลวในการพยายามฆ่าตัวตายทั้งสองครั้งกลับเป็นความรู้สึกบางอย่าง........ความรู้สึกอบอุ่นประหนึ่งลำแสงสว่างจากดวงอาทิตย์อันรายล้อมรอบกายของเขาก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่สภาพปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น.........
คำถามที่เฝ้าเวียนวนมาสู่ตัวเองทุกครั้งที่ปล่อยความคิดให้เตลิดไปไกลจึงมีเพียง
.......ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?.......
.........ทำไมจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น?.........
.........ทำไม........จึงไม่ตาย???..........
..........แล้วความรู้สึกนั้น........คืออะไร?!?..........
ดวงตาคมกระพริบพลางโคลงศีรษะไปมาเบาๆขับไล่ความฟุ้งซ่านในจิตใจเมื่อขาทั้งสองข้างพาตัวเองมาถึงรั้วไม้ที่ล้อมรอบบ้านพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยุนโฮกำลังจะล้วงมือหากุญแจบ้านในกระเป๋ากางเกงเมื่อสายตาของตนไปสะดุดเข้ากับร่างของชายหนุ่มอีกคนที่กำลังเดินกลับไปมาอยู่หน้าประตูบ้านของเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองคนแปลกหน้าไม่กระพริบก่อนจะเดินเข้าไปใกล้จนอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกได้
ชายหนุ่มร่างบางเจ้าของดวงหน้าหวานในชุดสีขาวตลอดตัวทอดมองมาทางร่างของชายหนุ่มในชุดนักเรียนด้วยท่าทางไม่ไว้วางใจเท่าไหร่ และสุดท้าย คนที่เริ่มพูดก่อนก็ต้องเป็นเจ้าของบ้านที่รอจะเปิดประตูเข้าไปภายใน
“นายเป็นใคร? มาทำอะไรหน้าบ้านฉัน?” ยิงคำถามใส่อย่างไม่อ้อมค้อม เล่นเอาคนฟังขมวดคิ้วกับน้ำเสียงกึ่งหงุดหงิดแบบนั้น
“บ้านนาย?” ทวนคำด้วยความสงสัย “จะเป็นบ้านนายได้ยังไง นี่เป็นบ้านของฮยอนจุงเพื่อนฉันต่างหาก”
ใบหน้าคมเริ่มส่อเค้าความหงุดหงิด ..........หรือว่านี่จะเป็นพวกวิปริตที่ช่างสรรหาวิธีมาตามตื๊อเขาเหมือนพวกบ้าบอคอแตกที่โรงเรียน..........
คิดได้ดังนั้น ร่างสูงก็ไม่ลังเลที่จะตอบโต้กลับไปว่า “อย่ามาเล่นลูกไม้ตื้นๆหน่อยเลย นายต้องการอะไรจากฉันบอกมาเลยดีกว่า เสียเวลาฉัน”
“ลูกไม้อะไร ฉันไม้ได้เล่นอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันมาตามหาเพื่อนฉันที่อยู่ที่นี่ นายนั่นแหละเป็นใคร ถึงได้มายืนทำท่าเป็นเจ้าของบ้านอย่างนี้น่ะ อย่ามาโม้ดีกว่า” ใบหน้าหวานนั้นก็เริ่มจะง้ำลงบ้างแล้วหลังจากที่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับนายหน้าดุคนนี้
ยุนโฮเกาหัวแกรกพลางมองลอดรั้วไม้เข้าไปภายใน ..........นั่นมันก็บ้านเราชัดๆ เราไม่ได้จำผิดแน่นอน เจ้าหน้าหวานนี่จะมาไม้ไหนนะ..........
“นี่นาย...” พูดพลางยกมือกอดอก “ความจริงนายแอบสะกดรอยตามฉันมาจนถึงบ้านเพื่อมาดักรอก็บอกมาซะดีๆเถอะ อย่ามาพูดโยกโย้ให้เสียเวลาหน่อยเลย ลูกไม้แบบนี้ถึงจะใหม่แต่ยังไงก็ไม่มีทางหลอกคนอย่างฉันได้ นายกลับบ้านไปได้แล้ว แล้วก็เข้าใจไว้ซะว่าการใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสงบสุขเป็นสิทธิที่ประชาชนอย่างฉันควรจะได้รับอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีคนมาคอยละเมิดไม่หยุดหย่อนแบบนี้”
ว่าใส่หน้าร่างบางที่ยืนขบริมฝีปากอิ่มด้วยความโมโหแล้วก็ทำท่าจะเดินเข้าบ้านไปอย่างไม่สนใจ หากชายหนุ่มกลับต้องหยุดเท้าทั้งคู่เมื่อมือของอีกคนคว้าหมับเข้าที่ข้อมือแกร่งพร้อมกับเสียงหวานที่รั้งเขาไว้
“เดี๋ยวก่อนสิ...”
ชายหนุ่มหันหน้ากลับมา “อะไรอีกล่ะ?”
“ถ้านายกำลังคิดว่าฉันเป็นพวกวิปริตที่ตามจีบนายล่ะก็ บอกได้เลยว่าไม่ใช่ นายดูนี่สิ...นี่เป็นที่อยู่ที่เพื่อนฉันเขียนให้ แล้วมันก็ตรงกับบ้านที่นายบอกว่านายเป็นเจ้าของเนี่ยแหละเห็นไหม” ว่าพลางล้วงเอากระดาษใบเล็กๆที่จดด้วยลายมือขยุกขยิกมาให้อีกคนดู
ยุนโฮรับกระดาษไปอ่าน
........จริงด้วยแฮะ ทำไมมันตรงกับบ้านเราได้วะ........
“เห็นรึยังล่ะ” ถามกลับทันทีที่ร่างสูงยื่นกระดาษโน้ตกลับมาให้
เด็กหนุ่มหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับร่างบางอีกครั้ง ใบหน้านั้นดูจะอารีอารอบมากขึ้นกว่าเมื่อครู่ “แล้วนายจะทำยังไง ฉันบอกแล้วนี่ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของฉัน แล้วก็เป็นมาตั้งนานแล้วด้วย เพื่อนนายจดอะไรมาผิดรึเปล่า”
“ฉัน...ฉันก็ไม่รู้” เสียงนั้นแผ่วลงไม่ต่างจากหน้าตาที่ดูจะผิดหวังเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่หมายของตน
“บ้านนายอยู่ที่ไหน” ยุนโฮถามขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบคลุมบรรยากาศอยู่ได้ครู่หนึ่ง
“บ้านฉัน? อยู่ทางเหนือสุดนู่นนนน” ลากเสียงยาวให้รู้ว่าไกลมาก
ร่างสูงถอนหายใจ “แล้วคืนนี้จะนอนที่ไหน”
“คืนนี้...ฉันตั้งใจว่าจะมานอนกับเพื่อนนี่แหละ ก็เพิ่งย้ายมาเรียนที่โรงเรียนใหม่ เห็นว่าบ้านของฮยอนจุงอยู่ใกล้ก็เลยขอมาอยู่ด้วย แล้วทีนี้.......” ดวงตาโตมองไปทางเจ้าของบ้านตัวจริงอย่างสลดๆ “.......ก็เพิ่งรู้ว่าความจริงแล้วที่นี่ไม่ใช่บ้านฮยอนจุง ก็เลย.......”
“สรุปว่าคืนนี้ไม่มีที่นอนว่างั้นเถอะ” พูดตัดบทคนซึ่งกำลังจะอารัมภบทยืดยาวด้วยประโยคเพียงประโยคเดียวที่ทำให้อีกฝ่ายยิ้มแห้งๆให้แทนคำตอบ “แล้วจะเอายังไง”
“เอ่อ...คือ ถ้าฉันจะขอ......รบกวนนาย......เอ่อ.........” นิ้วเรียวยาวยกขึ้นเคาะเบาๆที่คางด้วยความไม่มั่นใจ
“ฉันชื่อยุนโฮ ถ้านายลำบากก็มาอยู่ที่นี่ไปก่อนจนกว่าจะหาเพื่อนนายเจอก็ได้ แล้วค่อยย้ายออกไป” พูดเสียงเรียบๆอย่างไม่บ่งถึงอารมณ์
…….โธ่........แล้วไปสิ.......ทำหน้าตาดุนึกว่าจะดุจริงๆ........ที่แท้ก็ใจดีเหมือนกันนี่นา “ยุนโฮ” ........
ร่างบางแย้มรอยยิ้มกว้าง พร้อมแนะนำตัวเองบ้าง “ฉันชื่อแจจุง จากนี้ไปก็ขอรบกวนด้วยนะคร้าบบบ”
น้ำเสียงที่ส่งผ่านมานั้นร่าเริงเสียจนเจ้าของบ้านอดที่จะยิ้มขำไม่ได้ พลันแล้วรอยยิ้มนั้นก็ต้องเลือนหายไปเมื่อเจ้าของรอยยิ้มนึกขึ้นมาได้
.....บ้ารึไงยุนโฮ........ปกตินายเคยยิ้มกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ที่ไหนกัน?!?.........
“ทำไมเหรอยุนโฮ ทำไมอยู่ดีๆถึงทำหน้าบึ้งซะล่ะ หรือฉันมารบกวนมากเกินไปใช่ไหม บอกมาตามตรงก็ได้นะ ฉันไม่อยากทำให้ใครลำบากใจ” เสียงจากแจจุงปลุกยุนโฮให้ตื่นขึ้นจากภวังค์
“เข้าบ้านได้แล้ว เย็นมากแล้วกว่าจะจัดการอะไรเสร็จก็คงค่ำไปก่อน เวลายิ่งมีน้อยๆอยู่” แทนที่จะตอบ ร่างสูงกลับเปลี่ยนประเด็นไปเสียดื้อๆซ้ำยังหมุนตัวเดินเข้าบ้านไปเสียอีก และนั่นก็ยิ่งทำให้แจจุงสงสัยเข้าไปใหญ่
“นายพูดอย่างนี้แปลว่าฉันมารบกวนจริงๆใช่ไหมยุนโฮ บอกมาก็ได้ ไม่ต้องฝืนเลย”
ยุนโฮหยุดเดินอีกครั้ง ใบหน้าคมที่หันมาเบื้องหลังเริ่มจะไม่สบอารมณ์อีกแล้ว “นี่นาย...บอกว่าให้เข้ามาก็เข้ามาสิ มัวแต่พูดไร้สาระอยู่หน้าบ้าน เดี๋ยวฉันก็ได้ไล่นายไปจริงๆหรอก” ว่าแล้วร่างสูงก็เดินนำเข้าไปโดยมีแจจุงเดินตามหลัง ร่างบางยิ้มให้กับแผ่นหลังของชายที่ชอบเก๊กหน้าดุคนนั้น
........อย่านึกว่าฉันไม่รู้ล่ะว่าที่จริงนายก็แค่ทำหน้าตายกลบเกลื่อนการทำความดีของตัวเอง........ทั้งที่อยากจะพูดดีๆกับคนอื่นแต่ก็เขิน.......โธ่เอ๊ย....ขี้อายชะมัด........
เพราะมัวแต่คิดเพลินทำให้ระยะห่างของก้าวเดินระหว่างเจ้าของบ้านและผู้ขอพักอาศัยทิ้งช่วงไปจนไม่วายที่ร่างโปร่งเจ้าของดวงตาคมดุต้องหันหลังกลับมาเตือนแกมสั่งอีกครั้ง
“ตกลงจะเข้ามาไหม ถ้าไม่เข้าก็เดินออกไปเลย เปิดประตูทิ้งไว้รอยุงอยู่ได้”
“เข้าสิ เข้าๆๆๆๆ” แจจุงตอบรับก่อนจะวิ่งตามเข้าไปภายในตัวบ้านด้วยความร่าเริงส่วนตัวที่ไม่มีใครเกิน
วันนี้........คงเป็นวันแรกที่ยุนโฮเดินกลับเข้าบ้านโดยมีรอยยิ้มติดตามมาด้วย
..........เพราะอะไรกันนะ???...........
ร่างสูงในชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์หันหลังกลับมาจากกระจกบานกว้างที่มุมในสุดของห้องขนาดใหญ่ซึ่งทำไว้เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของได้มองทัศนียภาพภายนอกได้ถนัด ดวงตาคมมองตรงไปยังร่างบางของคนที่เพิ่งเดินเข้ามานิ่งๆ กระนั้นริมฝีปากก็ยังคงมีรอยยิ้มให้อีกฝ่ายเสมอ
“ท่านดูแสดงความรู้สึกได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะฮีชอล” เจ้าของเสียงนุ่มที่ถูกเชิญให้นั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้ามโต๊ะทำงานตัวใหญ่เอ่ยขึ้น
“เจ้าดูจะรู้ดีกว่าตัวข้าเองเสียอีกนะชางมิน” เสียงทุ้มพูดกลั้วหัวเราะ
หากชางมินกลับไม่ได้เล่นไปตามเพลง เขาส่งคำถามกลับไปทันที “ท่านเรียกข้ากลับมาทำไมกัน ทั้งที่ข้ากำลังทำงานอยู่แท้ๆ ท่านเองละเมิดกฎนะฮีชอล รู้ตัวรึเปล่า”
เจ้าของชื่ออมยิ้มน้อยๆ “ข้าได้รับคำสั่งมาเป็นพิเศษ งานนี้กฎต่างๆข้าเองจะเป็นคนดูว่าจะลดหย่อนได้เท่าไหร่ และข้าก็รู้ว่าต่อจากนี้คงมีเรื่องให้ข้าต้องลดหย่อนกฎอีกหลายเรื่องเลยล่ะ”
ชางมินนิ่งฟังก่อนจะพูดว่า “ท่านคงไม่ได้เรียกข้ามาชี้แจงกฎหรอกใช่ไหม เพราะไม่งั้นก็คงต้องตามแจจุงขึ้นมาด้วยแล้ว”
“เฮ้อ.....เจ้ามันรู้ทันข้าไปหมดทุกเรื่องล่ะชางมิน แน่นอน ข้าเรียกเจ้ามาเพื่อถามความคืบหน้าของงานที่ข้ามอบหมายเจ้าไป” น้ำเสียงนั้นเริ่มจริงจังขึ้นมาบ้าง
“ท่านถามข้าทำไม เครื่องมือของท่าน...” พยักพเยิดหน้าไปยังอุปกรณ์ทรงกลมใสคล้ายลูกแก้วลูกโตตรงกึ่งกลางของโต๊ะทำงานพอดี สภาพที่เห็นบอกชัดว่าเพิ่งผ่านการใช้งานมาไม่นาน “...ไม่ได้บอกอะไรท่านเลยหรือ”
ฮีชอลพยายามอดทนต่อความกวนของอีกฝ่ายให้มากที่สุด “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่ามันเป็นคนละมุมมอง ข้าต้องการให้แน่ใจว่างานที่รับมาจะไม่ผิดพลาด”
ชางมินเองก็ดูจะรู้ว่าหัวหน้างานของตนไม่ได้ล้อเล่นจึงได้ตอบกลับไปตามตรง “ท่านคงเห็นจากเครื่องมือของท่านแล้วว่าแจจุงเพิ่งจะเริ่มงาน เหมือนกับข้าที่เพิ่งเริ่มเช่นกันจึงยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ แต่ข้ามั่นใจว่าแจจุงจะทำงานนี้ได้สำเร็จ และสำเร็จอย่างดีด้วย”
ฮีชอลขมวดคิ้วให้กับความมั่นที่ดูจะเต็มเปี่ยมของลูกน้อง “อะไรทำให้เจ้ามั่นใจขนาดนั้น ทั้งที่ข้าเองสังหรณ์ใจว่าเรื่องยุ่งยากกำลังจะเกิดขึ้น ยุ่งยากชนิดที่แก้ไม่ตกเสียด้วยสิ”
“ในความคิดของข้า แจจุงมีคุณสมบัติพิเศษที่หาได้ยากในหมู่ของพวกเรา ความสดใสร่าเริงเหมือนเด็กๆก็เหมือนกับเป็นแสงสว่างที่จะให้ความอบอุ่นกับโลกมืดๆนั้น ท่านเชื่อข้าสิฮีชอล แจจุงทำได้แน่”
“เฮ้อ......ถ้าเจ้ามั่นใจขนาดนั้นแล้วล่ะก็ เจ้าก็จงกลับไปทำงานตามที่ข้ามอบหมายให้อย่างเต็มที่เถอะ แล้วก็ระวังกฎข้อสำคัญ ไม่ว่าใครก็จะรู้ไม่ได้ว่าพวกเจ้าเป็นอะไร...” กำชับด้วยประโยคที่พูดบ่อยเสียจนกลายเป็นคำพูดติดปาก
ชางมินยืนขึ้นแล้วพูดตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ “ภูติอย่างพวกข้า แม้เป็นภูติฝึกหัดระดับแรกเริ่ม แต่เราก็มีความสามารถมากพอที่จะทำให้ท่านไม่ขายหน้าเบื้องบน ขอให้ท่านมั่นใจในตัวข้า...แล้วก็แจจุง”
ฮีชอลเองก็ยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน “ถ้าอย่างนั้น หวังว่าภูติฝึกหัดทั้งหลายจะทำให้หัวหน้าภูติอย่างข้าภูมิใจนะ ข้าจะรอดูความสำเร็จของพวกเจ้า”
ชางมินพยักหน้ามั่นใจก่อนจะหายตัวกลับลงไปปฏิบัติงานต่อ ทิ้งไว้แต่เพียงภูติระดับสูงอย่างฮีชอลที่ก้มลงมองไปยังอุปกรณ์ของตนเองอีกครั้ง
ตัวหนังมือที่ม้วนตัวขึ้นยังปรากฏชัดแม้ว่าชางมินที่เป็นภูติฝึกหัดจะไม่สามารถอ่านได้ก็ตาม
.......................
..............
.....
สองสิ่งรวมเป็นหนึ่ง
จากหนึ่งแยกเป็นสอง
เส้นขนานไม่อาจบรรจบ
ความรู้สึกไม่อาจเปิดเผย
.....
.............
.......................
‘หวังว่าเจ้าคงจะทำงานนี้สำเร็จโดยไม่มีอุปสรรคอย่างที่ข้ากำลังกลัวอยู่หรอกนะ......แจจุง’
To be continued
edit @ 5 Jul 2009 19:30:57 by WHISKY
edit @ 5 Jul 2009 19:33:38 by WHISKY
edit @ 5 Jul 2009 19:46:16 by WHISKY
edit @ 5 Jul 2009 19:46:43 by WHISKY